บริการซ่อมบำรุงอาคาร: วิธีซ่อมแอร์ด้วยตัวเอง ประหยัดงบ เครื่องปรับอากาศ หรือที่เราเรียกกันว่า “แอร์” ถือเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่แทบจะขาดไปไม่ได้เลย โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีสภาพอากาศร้อนชื้นจนเหมือนมีแต่ฤดูร้อนตลอดทั้งปี แต่หากวันหนึ่งแอร์มีปัญหา หรือแอร์เสียขึ้นมาจะทำอย่างไร บทความนี้จะขอแนะนำเกี่ยวกับสาเหตุที่แอร์เสีย วิธีการดูแลรักษาแอร์ และวิธีซ่อมแอร์ด้วยตัวเองเบื้องต้น

5 ปัจจัยเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างไรให้คุ้มค่า
ปัญหาแอร์เสียที่มักพบเจอบ่อย ๆ

1. แอร์ไม่เย็น

ปัญหาแอร์ไม่เย็นถือเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย เป็นได้ทั้งแอร์เก่า และแอร์ใหม่ ซึ่งสาเหตุที่แอร์ไม่เย็นและมีแต่ลมอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย

– ไม่เติมน้ำยาแอร์ เนื่องจากน้ำยาแอร์เป็นสารที่ช่วยทำความเย็น หากน้ำยาแอร์ไม่เพียงพอ แอร์ก็จะไม่เย็น

– น้ำยาแอร์รั่ว หากเพิ่งเติมน้ำยาแอร์ แต่แอร์ไม่เย็น สาเหตุอาจมาจากน้ำยาแอร์รั่ว หรือตัน

– ไม่ได้ล้างแอร์นานเกินไป หากไม่ได้ล้างแอร์นานเกินไปจะทำให้สิ่งสกปรก อาทิ ฝุ่น รวมถึงเชื้อโรคต่าง ๆ เข้าไปอุดตันคอมเพรสเซอร์จทำให้การทำความเย็น และการระบายความร้อนทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

– มีสิ่งกีดขวางทิศทางลมของแอร์ เช่น มีฉากกั้น หรือสิ่งของบังอยู่ ทำให้ไม่สามารถกระจายความเย็นได้ทั่วถึง หรือเย็นเพียงจุดเดียว

– เผลอเปิดรีโมทพัดลมโดยไม่ตั้งใจ บางครั้งคุณอาจเผลอไปโดนรีโมท หรือปรับเป็นโหมดพัดลม ซึ่งจะมีเพียงลมออกมาโดยไม่ตั้งใจ

– มีคนอยู่ในห้องมากเกินไป เมื่อมีคนอยู่ในห้องจำนวนมาก จะยิ่งทำให้แอร์เย็นไม่ทันใจ

เมื่อรู้สึกว่าแอร์ไม่เย็นแล้ว สามารถแก้ไขเบื้องต้นโดยโดย

– เช็กรีโมทแอร์ว่าปรับในโหมดที่ถูกต้องแล้วใช่ไหรือไม่

– เช็กที่ฟิลเตอร์หรือแผ่นกรองอากาศของแอร์ (คอยล์เย็น) เพื่อดูว่ามีฝุ่นเกาะบังทิศทางลมหรือไม่ ถ้าใช่ให้ถอดมาล้างให้สะอาด

– เช็กคอมเพรสเซอร์ว่าทำงานปกติอยู่หรือไม่ เพราะแอร์บางยี่ห้อมมีระบบป้องกันไฟตก วิธีเช็กให้ลองสับเบรกเกอร์ของแอร์ลงแล้วค่อยยกขึ้นเหมือนเดิม หากแอร์กลับมาเย็นแสดงว่าคอมเพรสเซอร์ทำงานปกติ

– เช็กว่าล้างแอร์ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ โดยการเปิดหน้ากากแอร์ออก หากไม่ได้ล้างมาเป็นเวลานานจะเห็นคราบสกปรกชัดเจน โดยปกติควรล้างแอร์ทุก ๆ 4-6 เดือน

2. แอร์มีน้ำหยดตลอดเวลา

อีกหนึ่งปัญหาที่เจอทีไรทั้งกวนใจและหงุดหงิดใจ คือปัญหาน้ำแอร์หยด สาเหตุของน้ำแอร์หยดนั้นก็เกิดขึ้นจากหลายปัจจัยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น แอร์สกปรก, ท่อน้ำทิ้งตันจนไม่สามารถระบายน้ำออกได้, องศาการเอียงของแอร์ถูกติดตั้งไว้ไม่ถูกต้อง, รวมไปถึงการเกิดน้ำแข็งจับที่แผงฟินคอยล์ เป็นต้น

3. แอร์ตัดระบบทำงานบ่อย

ปัญหานี้อาจไม่ค่อยได้สังเกตกันมากนัก แต่การที่แอร์ตัดระบบทำงานบ่อยและเร็วกว่าที่ควรจะเป็น มีหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น การเลือกขนาด BTU ที่ไม่เหมาะสมกับขนาดของห้อง, อุปกรณ์เซ็นเซอร์ทำงานผิดเพี้ยน หรือคอมเพรสเซอร์แอร์มีอุณภูมิที่ร้อนจนเกินไป นั่นเอง

วิธีดูแลรักษา ยืดอายุการใช้งานของแอร์

หากเราไม่อยากเจอปัญหาแอร์เสียจนต้องซ่อมแอร์บ่อย ๆ การป้องกันด้วยการดูแลรักษาแอร์อย่างสม่ำเสมอน่าจะเป็นวิธีที่ดีและประหยัดงบประมาณมากที่สุด นอกจากจะไม่ต้องเสียเงินค่าซ่อมแอร์ ยังช่วยยืดอายุการใช้งานของแอร์ได้อีกด้วย

1. หมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองและไส้กรอง
สาเหตุหลักที่ทำให้แอร์เกิดปัญหาแอร์ไม่เย็น มีน้ำหยด คือปัญหาที่มีฝุ่นละอองสะสมในแผ่นกรองอากาศมากเดินไป โดยเฉพาะบ้านที่อยู่ใกล้กับถนน ดังนั้นควรถอดไส้กรองมาทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

2. ล้างอัดฉีดแอร์
การล้างอัดฉีดแอร์เป็นการทำความสะอาดอุปกรณ์ภายในอย่าง คอยล์ร้อนและคอยล์เย็น ซึ่งมีประสิทธิภาพในการทำงานของแอร์ โดยหากแอร์ผ่านการใช้งานมาแล้วประมาณ 4-6 เดือน ควรเรียกช่างซ่อมแอร์มาล้างอัดฉีด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และยืดอายุการใช้งานให้กับแอร์

3. หมั่นเช็กระดับน้ำยาแอร์
น้ำยาแอร์คือองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยทำความเย็น โดยเมื่อแอร์ผ่านการใช้งานไปได้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว น้ำยาแอร์จะน้อยลงหรือหมดไป จึงควรหมั่นเช็กระดับน้ำยาแอร์ประมาณ 4-6 เดือนต่อครั้ง โดยสามารถให้ช่างซ่อมแอร์ช่วยเช็กให้หลังจากการล้างอัดฉีดแอร์ก็ได้

สำหรับบางสาเหตุที่ทำให้แอร์ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ เช่น ปัญหาแอร์ไม่เย็น แอร์มีน้ำหยด หรือแอร์ส่งกลิ่นเหม็นอับ สามารถซ่อมแอร์ได้ด้วยตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องใช้บริการช่างซ่อมแอร์ วิธีการซ่อมแอร์เพื่อยืดอายุการใช้งานของแอร์ไปได้นาน ๆ ได้แก่

1. การทำความสะอาดแผงกรองฝุ่น
แผ่นกรองฝุ่นหรือฟิลเตอร์ที่มีฝุ่นอุดตัน อาจเป็นสาเหตุให้แอร์ไม่เย็น แอร์น้ำหยด หรือแอร์ส่งกลิ่นเหม็น โดยวิธีการซ่อมแอร์คือ การถอดนำแผ่นกรองฝุ่นออกมาแล้วใช้น้ำแรง ๆ ฉีดที่บริเวณด้านหลังของฟิลเตอร์ด้านที่ไม่ได้รับฝุ่น หรือใช้แปรงขัดที่มีขนนุ่มช่วยทำความสะอาด เท่านี้ก็สามารถกำจัดฝุ่นที่เกาะบริเวณแผ่นกรองฝุ่นได้ โดยควรทำความสะอาดอย่างร้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง

2. ทำความสะอาดแผงขดท่อคอยล์เย็น
ท่อคอยล์เย็นเป็นอุปกรณ์ที่สร้างความเย็นให้กับแอร์ โดยจะอยู่ภายใต้หน้ากากรับลมของแอร์ เมื่อแอร์ผ่านการใช้งานมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ฝุ่นขนาดเล็กจะสามารถผ่านแผ่นกรองเข้ามาเกาะที่ท่อคอยล์เย็นได้ จึงควรล้างทำความสะอาดท่อคอยล์เย็น

โดยมีวิธีซ่อมแอร์คือ ใช้แปรงที่มีขนอ่อนนุมในการปัดฝุ่นบริเวณแผงขดท่อคอยล์เย็นออก แล้วใช้น้ำฉีดราดเพื่อชะล้างฝุ่นให้หมดไป ในกรณีที่มีฝุ่นเกาะหนามาก ต้องใช้น้ำยาเคมีสำหรับแอร์ช่วยในการทำความสะอาด

3. การทำความสะอาดถาดรับน้ำทิ้งและท่อน้ำทิ้ง
ถาดรับน้ำทิ้งและท่อน้ำทิ้ง เป็นอุปกรณ์ที่รองรับน้ำที่เกิดจากการทำงานของแอร์ โดยหากไม่ได้ทำความสะอาดเป็นระยะเวลานาน เมื่อรวมกับฝุ่นละอองต่าง ๆ จะทำให้เกิดเมือกขาวใสคล้ายวุ้น และเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค วิธีการซ่อมแอร์คือทำความสะอาดถาดรับน้ำทิ้งโดยการถอดออก เพื่อนำมาขัดโดยใช้แปรงขนนุ่ม และฉีดล้างทำความสะอาด ควรทำพร้อม ๆ กับการล้างแผงขดท่อขอยล์เย็น

เลือกขนาดแอร์ให้เหมาะกับห้อง

อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยทำให้แอร์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ คือการเลือกขนาดแอร์ หรือขนาด BTU ให้เหมาะกับห้อง โดยมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาดังนี้

1. ขนาดห้อง หน้าต่าง และมุมต่าง ๆ ของห้อง

2. ทิศของห้อง โดนแดดมากน้อยแค่ไหน

3. วัสดุหลังคา และฉนวนกันความร้อน

4. จำนวนคนที่ใช้งานห้องนั้น ๆ

สูตรการคำนวณ BTU เบื้องต้นคือ

BTS = พื้นที่ห้อง (กว้าง x ยาว) x ความแตกต่าง

ความแตกต่างแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ

600-700 = ห้องที่มีความร้อนน้อยใช้เฉพาะกลางคืน

700-800 = ห้องที่มีความร้อนสูงใช้เวลากลางวัน